7 thoughts on “มาตรา 32

  1. จัดสอบเลือกตำเเหน่งเเล้วขึ้นบัญชี ดีที่สุดเป็นการวัดความรู้ความสามารถกัน ส่วนอาวุโสก็ให้มีส่วนน้อย

  2. ไม่ควรให้ ก.ตร. ออกกฏเเต่งตั้ง โยกย้าย ให้เขียนไว้ใน พ.ร.บ.ฉบับบนี้เลย ว่า ให้มีการจัดอาวุโสทุกระดับ 20% ความรู้ความสามารถ 80% การเเต่งตั้งโยกย้ายในส่วนความรู้ความสามารถให้เปิดสอบขึ้นบัญชีไว้ 2 ปี อย่างน้อย ทะยอยลงตามลำดับที่สอบได้โดยเลือกจากลำดับคะเเนน รับรองเเก้ไขปัญหาเเต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมได้เเน่นอน

  3. ควรกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำกลุ่มอาวุโส และกลุ่มความรู้ความสามารถ ไว้ให้ชัเจน แต่กลุ่มอาวุโสต้องมีผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน และควรเปลี่ยนวิธีการประเมินผลงาน เป็นแบบบันทึกจัดเก็บประวัติการทำงาน ผลงานและข้อบกพร่อง อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มรับราชการ บันทึกจัดเก็บไว้ในแฟ้มประวัติ กพ.7 หรือนำเทคโนโลยีมาใช้จัดเก็บเป็นฐานข้อมูลประวัติตำรวจ ออกแบบให้ตำรวจทุกคนทุกสายงานต้องบันทึกผลงานตนเองแต่ละวันทุกวัน ส่วนข้อบกพร่องให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาต้องบันทึกเมื่อมีเหตุเกิดขึ้น หากทำเช่นนี้ได้ก็ไม่ต้องใช้การประเมินผลงานแบบให้คะแนนหรือจัดกลุ่มเหมือนในอดีตและปัจจุบัน เอาข้อมูลความเป็นจริงและความประพฤติที่ผ่านมาใช้ประกอบการแต่งตั้งตำรวจ ทุกคนจะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานและทำแต่สิ่งดีๆ อย่าให้คนมีมลทินเป็นใหญ่ได้เหมือนองค์กรศาลและอัยการครับ

  4. ควรกำหนดหลักกณฑ์การจัดอันดับความอาสุโสให้ชัดเจนไว้ในกฎหมายมาตรานี้ โดนต้องคำนึงถึงความเป็นอาวุโสทางวัยวุฒิเป็นสำคัญ เพิ่อแก้ปัญหาการวิ่งเต้นแต่งตั้ง รุ่นน้องข้ามหัวรุ่นพี่ ซึ่งเป็นผลมาจากหลักเกณฑ์ปัจจุบันที่วัดกันที่ใครได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งก่อนกันถือว่าอาวุโสกว่า นี่คืออีกปัญหาหนึ่งที่ทำไห้มีการวิ่งเต้นกันมาก ในขณะที่หลักเกณฑ์ของทหาร ยึดถือรุ่นเป็นสำคัญ หากมีตำแหน่งเท่ากันก็ต้องดูว่าใครเป็นรุ่นพี่หรือมีอายุราชการเป็นนายทหารหรือนายตำรวจก่อนกันให้ถือว่าเป็นผู้อาวุโสกว่า การปกครองบังคับบัญชาจะเป็นระบบและมีความสามัคคีกันมากขึ้น นี่คือความอาวุโสที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของตำรวจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องทบทวนโดยควรกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งเท่ากัน ต้องให้ผู้มีอายุราชการเป็นนายตำรวตนานกว่าเป็นผู้มีอาวุโสสูงกว่า เพื่อให้สามารถปกครองกันได้ตามอาวุโสโดยไม่ฝื่นความรู้สึกของรุ่นพี่ในการทำงาน นี่คือปัญหาใหญ่ของการแต่งตั้งตำรวจที่ถูกมองข้ามตลอดมา

  5. การแต่งตั้งโยกย้ายควรสามารถย้ายข้ามสายการปฏิบัติงาน (สาย อก. สาย ป. พนักงานสอบสวน) และย้ายข้ามกองบัญชาการ..ได้เช่นเดิม เพราะเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลในช่วงเวลานั้น (ความรู้ความสามารถ อายุสุขภาพ ในแต่ละช่วง) และควรกำหนดคุณลักษณะผู้ที่จะไปปฏิบัติงานในแต่ละสายให้เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน (เช่น สาย อก. ต้องจบบริหาร สาย ป. ต้องจบนิติศาสตร) และควรกำหนดวิธีการใชัดุลพินิจของหน่วยต้นสังกัดของผู้ยื่นเรื่องขอโยกย้ายไว้ให้ชัดเจน..(ปัจจุบันผู้จะยื่นเรื่องโยกย้ายต้องวิ่งให้หน่วยต้นสังกัดปล่อยตัว)..

  6. ขออนุญาต เห็นต่่างครับ มาตรานี้ / ทำไมต้องลอกข้อความในรัฐธรรมนูญมาใส่ เกือบทั้งมาตรา รัฐธรรมนูญวางหลักเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย โดยคำนึงถึงหลักอาวุธโส ประกอบความรู้ความสามารถ เป็นหลักไว้ให้แล้ว การออกกฎหมายลำดับรอง ควรจะขยายหลักการที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดขึ้น เช่่นหลักอาวุโส คืออะไร เลื่อนอย่างไร หลักความรู้ความสามารถ คืออะไร เลื่อนตำแหน่งอย่างไร ต้องเขียนกรอบไว้ให้ชัด ไม่ใช่ไปลอกมาใส่ ในกฎหมายตำรวจ ถ้าเขียนกฎหมายแบบนี้ ไม่มีทางเป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ต่อไปผู้ที่ออกกฎ ก.ตร. เรื่องการแต่งตั้งฯ ก็ไปเขียนลอกตามกฎหมายตำรวจอีก ต้องตีความกันไม่สิ้นสุด สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม เพราะ ตำรวจ ไม่เหมือนข้าราชการอื่นๆ ต้องใช้กฎเหล็กบังคับให้ชัดเจน และกระชับ

  7. เพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจทุกระดับ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายหรือปรับระดับให้ใช้หลักเกณฑ์ตามลำดับบัญชีอาวุโสของหน่วยงานระดับ บช.หรือเที่ยบเท่าขึ้นไป ร้อยละ 70 และ บัญชีผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษเหมาะสมของหน่วยงานระดับ บช.หรือเทียบเท่าขึ้นไป และผ่านการพิจารณาจาก ก.ตร. ร้อยละ 30 ให้ ก.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นบัญชีผู้มีสิทธิโดยยึดหลักความยุติธรรมเสมอภาคเท่าเทียมกันไว้ให้ชัดเจนแน่นอน กฎ ก.ตร. ดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญยึดหลักอาวุโสเป็นหลัก ถ้าเมื่อใดยึดหลักที่ชอบอ้างความรู้ความสามารถ จึงเป็นที่มาของการกระทำแสวงประโยชน์นั่นเอง)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *